HOT NEWS ::
กฏระเบียบสมาคม

กฎ – ข้อบังคับ
สมาคมส่งเสริมผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมไทย ปี 2548

 

หมวดที่ 1 ความทั่วไป

ข้อ 1. สมาคมนี้มีชื่อว่า "สมาคมส่งเสริมผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมไทย" ย่อว่า "สสวท" และเรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า "association for the Promotion of Thai Small and Medium Entrepreneurs" ย่อว่า "ATSME"

ข้อ 2. เครื่องหมายของสมาคมฯ มีรูปผู้ประกอบการวิสาหกิจเป็นสีธงชาติไทย แดง ขาว น้ำเงิน ล้อมรอบวงกลมที่มีโรงงานอุตสาหกรรมอยู่ภายใน ด้านล่างมีตัวอักษรสีน้ำเงิน 2 บรรทัด คือ สสวท และ ATSME

รูปเครื่องหมายสมาคม ฯ

ข้อ 3. สำนักงานของสมาคมฯ ตั้งอยู่ ณ ชั้น 5 อาคารกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ถ.พระรามหก แขวงทุ่งพญาไท เขตราชเทวี กรุงเทพฯ 10400 โดยมีสาขาของสมาคมฯ จังหวัดต่าง ๆ ตั้งอยู่ในจังหวัดนั้น ๆ

ข้อ 4. ผู้ประกอบการ หมายความว่า ผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม

ข้อ 5. วัตถุประสงค์ของสมาคมฯ เพื่อ
      - เป็นศูนย์กลางสำหรับผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมประเภทต่าง ๆ เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ ความคิดเห็นและประสบการณ์ทั้งระดับประเทศและต่างประเทศ อันจะเป็นประโยชน์ต่อการประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม
      - เป็นสื่อกลางของผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ในการประสานนโยบายและดำเนินงานส่งเสริมวิสาหกิจร่วมกันระหว่างภาครัฐและเอกชน
ส่งเสริมสนับสนุนให้สมาชิกมีศักยภาพในการประกอบการสามารพัฒนา และขยายธุรกิจให้ก้าวหน้า
      - ส่งเสริมและพัฒนาเทคโนโลยีด้านต่างๆ ให้แก่สมาชิกและบุคคลทั่วไป

 

หมวดที่ 2 สมาชิก

ข้อ 1. สมาชิกของสมาคมฯ มี 3 ประเภท คือ
      1. สมาชิกสามัญ ได้แก่
          - ผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ที่ได้ผ่านการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการโครงการพัฒนาผู้ประกอบการธุรกิจอุตสาหกรรม (คพอ.) จากกรมส่งเสริม อุตสาหกรรม หรือ ผู้ที่ผ่านการอบรม คพอ. - CEFE
          - ผู้ประกอบการที่เข้าข่ายเป็นวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ที่ได้แสดงเจตจำนงขอสมัครเข้าเป็นสมาชิก และได้รับการรับรองจากสมาชิกสามัญสมาคม ฯ จำนวน 1 คน
      2. สมาชิกวิสามัญ ได้แก่ ผู้ที่สนใจทั่วไปที่แสดงความจำนงขอสมัครเข้าเป็นสมาชิกสมาคม ฯ
      3. สมาชิกกิตติมศักดิ์ ได้แก่ บุคคลผู้ทรงเกียรติ หรือผู้มีอุปการคุณแก่สมาคม ฯ ซึ่ง คณะกรรมการลงมติให้เชิญเข้าเป็นสมาชิกของสมาคม ฯ

ข้อ 2. สมาชิกจะต้องประกอบด้วยคุณสมบัติดังต่อไปนี้
      - เป็นผู้บรรลุนิติภาวะแล้ว
      -  ไม่เป็นโรคที่สังคมรังเกียจ
      -  ไม่เป็นผู้วิกลจริต
      - ไม่ต้องคำพิพากษาของศาลถึงที่สุดให้เป็นบุคคลล้มละลาย หรือไร้ความสามารุหรือเสมือนไร้ความสามารถ หรือต้องโทษจำคุก เว้นแต่ความผิดที่เป็นฐานลหุโทษ หรือความผิดอันเกิดจากความประมาท การต้องคำพิพากษาศาลถึงที่สุดในกรณีดังหล่าาวนั้นจะต้องไม่เป็นในขณะที่สมัครเข้าเป็นสมาชิก หรือในระหว่างที่เป็นสมาชิกของสมาคม ฯ เท่านั้น

ข้อ 3. ให้ผู้ที่มีความประสงค์จะสมัครเข้าเป็นสมาชิกยื่นใบสมัครตามแบบที่สมาคม ฯ กำหนดต่อนายทะเบียน พร้อมหลักฐานที่ได้ระบุไว้ในใบสมัคร โดยมีสมาชิกสามัญรายหนึ่งเป็น ผู้รับรองว่าผู้สมัครมีคุณสมบัติครบถ้วยตามข้อบังคับของสมาคมฯ

ข้อ 4. เมื่อนายทะเบียนได้รับใบสมัครแล้วให้ตรวจสอบหลักฐานการสมัคร คุณสมบัติผู้สมัคร พร้อมใบรับรองผู้สมัคร ถ้าหากถูกต้องแล้วให้นายทะเบียนลงทะเบียนเป็นสมาชิกของสมาคม ฯ แล้วแจ้งให้คณะกรรมการทราบในการประชุมครั้งต่อไป

ข้อ 5. เมื่อคณะกรรมการมีมติรับผู้สมัครเข้าเป็นสมาชิกแล้ว ให้นายทะเบียนหรือพนักงานสมาคม ฯ แจ้งไปยังผู้สมัคร เพื่อนำเงินค่าลงทะเบียนเข้าเป็นสมาชิก และค่าบำรุงตามอัตราที่กำหนดไว้ในข้อบังคับ มาชำระภายในกำหนด 30 วัน นับตั้งแต่วันที่ได้รับหนังสือแจ้ง แต่ถ้าผู้สมัครไม่ชำระเงินค่าลงทะเบียน และค่าบำรุงภายในกำหนด ก็ให้ถือว่าการสมัครคราวนั้นเป็นอันยกเลิก

ข้อ 6. ค่าลงทะเบียน และค่าบำรุงสมาคม ฯ
      - สมาชิกสามัญ จะต้องเสียค่าบำรุงสมาคม ฯ เป็นรายปี ปีละ 300 บาท ให้สมาคม ฯ โดยสมาคม ฯ สาขาแต่ละจังหวัดเป็นผู้จัดรวบรวมส่งให้สมาคม ฯ
      - สมาชิกวิสามัญ จะต้องเสียค่าลงทะเบียนครั้งแรก 1,000 บาท และค่าบำรุงรายปี ปีละ 300 บาท ให้สมาคม ฯ โดยสมาคม ฯ สาขา แต่ละจังหวัดเป็นผู้จัดเก็บรวบรวมส่งให้สมาคม ฯ
      - สมาชิกกิตติมศักดิ์ มิต้องเสียค่าลงทะเบียน และค่าบำรุงสมาคม ฯ แต่อย่างใด

ข้อ 7. สมาชิกภาพของสมาชิกกิตติมศักดิ์ ให้เริ่มนับตั้งแต่วันที่หนังสือตอบรับคำเชิญของผู้ที่ คณะกรรมการได้พิจารณา ลงมติให้เชิญเข้าเป็นสมาชิกของสมาคม ฯ ได้มาถึงยังสมาคม ฯ

ข้อ 8. สมาชิกภาพของสมาชิกให้สิ้นสุดลงด้วยเหตุดังต่อไปนี้
      - ตาย
      - ลาออก โดยยื่นหนังสือเป็นลายลักษณ์อักษรต่อคณะกรรมการได้พิจารณาอนุมัติ และสมาชิกผู้นั้นได้ชำระหนี้สินที่ยังติดค้างอยู่กับสมาคม ฯ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว
      - ขาดคุณสมบัติสมาชิก
      - ที่ประชุมใหญ่ของสมาคม ฯ หรือคณะกรรมการได้พิจารณาลงมติให้ลบชื่อออกจากทะเบียน เพราะสมาชิกผู้นั้นได้ประพฤตินำความเสื่อมเสียมาสู่สมาคม ฯ
      - ขาดการชำระค่าบำรุงสมาคม ฯ รายปี

ข้อ 9. สมาชิกมีสิทธิ
      - สมาชิกทุกคนมีสิทธิได้รับความช่วยเหลือ และสงเคราะห์ในเรื่องที่เกี่ยวกับการประกอบวิสาหกิจจากสมาคม ฯ ภายใต้ขอบเขตของข้อบังคับ และระเบียบของสมาคม ฯ
      - สมาชิกทุกคนมีสิทธิเข้าใช้สถานที่ของสมาคม ฯ โดยเท่าเทียมกันภายใต้ขอบเขตอันสมควร
      - สมาชิกทุกคนมีสิทธิที่จะเสนอความคิดเห็น หรือให้คำแนะนำต่อสมาคม ฯ หรือ คณะกรรมการในเรื่องใด ๆ ที่เกี่ยวกับกิจการ และการปฏิบัติงานในหน้าที่ของสมาคม ฯ เพื่อนำมาซึ่งความเจริญรุ่งเรืองของสมาคม ฯ
      - สมาชิกทุกคนมีสิทธิเข้าร่วมประชุมอภิปรายซักถามและแสดงความคิดเห็นในที่ประชุมใหญ่ของ สมาคม ฯ
      - สมาชิกสามัญเท่านั้นที่มีสิทธิออกเสียงลงคะแนนในที่ประชุมใหญ่คนละ 1 คะแนนเสียง ยกเว้นการเลือกตั้งนายกสมาคมให้ลงคะแนนเสียงได้จังหวัดละ 1 คะแนนเสียงและมีสิทธิในการับเลือกตั้งเป็นคณะกรรมการของสมาคม ฯ ทั้งนี้จะต้องเป็นสมาชิกสามาญโดยสมบูรณ์แล้วก่อนการประชุมใหญ่อย่างน้อย 30 วัน
      - สมาชิกสามัญมีสิทธิเสนอชื่อผู้แทน และได้รับเลือกตั้ง หรือแต่งตั้งเป็นกรรมการ
      - สมาชิกทุกคนมีสิทธิได้รับการแต่งตั้งเป็นอนุกรรมการ คณะทำงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นหรือ ผู้แทนสมาคมฯที่ดำเนินกิจการอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือหลายอย่างของสมาคม ฯ ตามที่ คณะกรรมการจะมอบหมาย
      - มีสิทธิเข้าร่วมชื่อกันอย่างน้อย 1 ใน 5 ของจำนวนสมาชิกทั้งหมด หรือสมาชิกจำนวน ไม่น้อยกว่า 100 คน ทำหนังสือร้องขอต่อคณะกรรมการให้จัดประชุมใหญ่วิสามัญได้
      - สมาชิกมีสิทธิขอตรวจสอบทะเบียนสมาชิก งบดุล บัญชีการเงิน หรือจะขอทราบเรื่องการ ใด ๆ เกี่ยวกับงานในหน้าที่ของสมาคม ฯ โดยยื่นข้อซักถามต่อคณะกรรมการเป็นลายลักษณ์อักษร แต่คณะกรรมการทรงไว้ซึ่งสิทธิที่จะไม่ตอบ เมื่อเห็นว่าเรื่องนั้น ยังไม่ควรเปิดเผย
สมาชิกที่ยังค้างชำระค่าบำรุง และได้รับใบเตือนจากสมาคม ฯ ครบ 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับใบเตือนแล้วสมาชิกผู้นั้นไม่มีสิทธิ์ใช้สิทธิในวรรคแรก
สำหรับในปีที่การเลือกตั้งสมาคม ฯ สมาชิกที่ไม่ได้ชำระค่าบำรุงแก่สมาคม ฯ ให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 31 มกราคมของปีนั้น สมาชิกผู้นั้นไม่มีสิทธิออกเสียงลงคะแนนเลือกตั้ง

ข้อ 10. สมาชิกมีหน้าที่
      10.1 ปฏิบัติตามข้อบังคับ และระเบียบของสมาคม ฯ โดยเคร่งครัด
      10.2 ชำระค่าบำรุง หรือค่าบริการตามข้อบังคับของสมาคม ฯ
          - รักษาชื่อเสียง และเกียรติของสมาคม ฯ และไม่แสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบจาก สมาคม ฯ ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม
          - รักษาความสามัคคีระหว่างสมาชิกด้วยกัน
          - ไม่กระทำการอันเป็นปฏิปักษ์ต่อสมาคม ฯ
          - มีหน้าที่ให้ความร่วมมือ และสนับสนุนการดำเนินกิจการต่าง ๆ ของสมาคม ฯ

 

หมวดที่ 3 การดำเนินกิจการสมาคม ฯ

ข้อ 1. ให้มีคณะกรรมการคณะหนึ่ง ทำหน้าที่บริหารกิจการสมาคม ฯ มีจำนวนอย่างน้อย 10 คน โดยมีนายกสมาคมมาจากสมาชิกสามัญ หรือ ผู้ทรงคุณวุฒิที่ได้รับการเลือกตั้งจากที่ประชุมใหญ่สามัญ

ข้อ 2. คณะกรรมการส่วนหนึ่งมาจากการที่นายกสมาคมแต่งตั้งจากสมาชิกสมาคม ฯ หรือผู้ที่ เหมาะสมเข้าดำรงตำแหน่ง และอีกส่วนหนึ่งมาจากประธานสมาคม ฯ สาขาแต่ละจังหวัดเป็นกรรมการโดยตำแหน่ง

ข้อ 3. คณะกรรมการสมาคม ฯ ประกอบด้วยนายกสมาคม 1 คน อุปนายกสมาคมไม่น้อยกว่า 4 คน เลขาธิการสมาคม นายทะเบียน เหรัญญิก และคณะกรรมการตำแหน่งอื่น ๆ ตามที่เห็น สมควร ดังมีหน้าที่ความรับผิดชอบดังตอไปนี้
      3.1 นายกสมาคมทำหน้าที่เป็นหัวหน้าในการบริหารกิจการของสมาคมเป็นผู้แทนสมาคมฯ
      3.2 ในการติดต่อกับบุคคลภายนอก สามารถทำนิติกรรมใดๆ กับบุคคลภายนอกในนามของสมาคมฯได้ และทำหน้าที่เป็นประธานในที่ประชุมคณะกรรมการและการประชุมใหญ่ของสมาคมฯ
      3.3 อุปนายกทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยนายกสมาคมในการบริหารกิจการของสมาคมฯ ปฏิบัติหน้าที่ที่นายกสมาคมได้มอบหมายและทำหน้าที่แทนนายกสมาคมฯ
      3.4 เลขาธิการสมาคมทำหน้าที่เกี่ยวกับงานธุรการของสมาคมฯ ทั้งหมดและรับผิดชอบการปฏิบัติกิจการด้านการบริการของสมาคมฯ และปฏิบัติตามคำสั่งของนายกสมาคมฯ
      3.5 เหรัญญิก มีหน้าที่เกี่ยวกับเงินทั้งหมดของสมาคมฯ เป็นผู้จัดทำบัญชีรายรับ-รายจ่าย บัญชีงบดุลของสมาคมฯ และเก็บเอกสารหลักฐานต่างๆ ไว้เพื่อตรวจสอบ
      3.6 ปฏิคมมีหน้าที่ต้อนรับแขกของสมาคมฯ เป็นหัวหน้าในการจัดเตรียมสถานที่ประชุมต่างๆ ของสมาชิกฯ
      3.7 นายทะเบียนมีหน้าที่เกี่ยวกับสมาชิกทั้งหมดของสมาคมฯ ประสานงานกับเหรัญญิกในการเรียกเก็บเงินค่าบำรุงสมาคมฯ จากสมาชิกและรณรงค์เพิ่มจำนวนสมาชิก
      3.8 ประชาสัมพันธ์มีหน้าที่เผยแพร่กิจการและชื่อเสียงเกียรติคุณของสมาคมฯ ให้สมาชิกและบุคคลทั่วไปให้เป็นที่รู้จักแพร่หลาย
      3.9 กรรมการตำแหน่งอื่นๆ สามารถแต่งตั้งให้มีขึ้นตามความเหมาะสมตามคณะกรรมการเห็นสมควร

ข้อ 4. คณะกรรมการของสมาคม ฯ สามารถอยู่ในตำแหน่งได้คราวละ 2 ปี และเมื่อคณะกรรมการอยู่ในตำแหน่งครบตามวาระแล้ว ในกรณีที่คณะกรรมการชุดใหม่ยังไม่ได้รับอนุญาติให้ จดทะเบียนจากทางราชการ ก็ให้คณะกรรมการที่ครบกำหนดตามวาระรักษาการแทนไปก่อน จนกว่าคณะกรรมการชุดใหม่จะได้รับอนุญาติให้จดทะเบียนจากทางราชการเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ก็ให้ทำการส่งและรับมอบงานกันระหว่างคณะกรรมการชุดเก่าและคณะกรรมการ ชุดใหม่ ให้เป็นที่เสร็จสิ้นภายใน 30 วัน นับตั้งแต่วันที่คณะกรรมการชุดใหม่ได้รับอนุญาตให้จดทะเบียนจากทางราชการ

ข้อ 5. ตำแหน่งกรรมการสมาคม ฯ สาขา จากจังหวัดใดถ้าต้องว่างลงก่อนครบกำหนดตามวาระก็ให้นายกสมาคมเป็นผู้แต่งตั้งกรรมการจากสมาคม ฯ สาขาจังหวัดนั้นเข้าดำรงตำแหน่งแทนตำแหน่งที่ว่างลงนั้น ทั้งนี้ผู้ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเท่ากับวาระที่เหลือของผู้ซึ่ง ตนแทน

ข้อ 6. กรรมการอาจจะพ้นจากตำแหน่ง ซึ่งมิใช่เป็นการออกตามวาระด้วยเหตุผล ดังต่อไปนี้
      6.1 ตาย
      6.2 ลาออก
      6.3 ขาดจากสมาชิกภาพ
      6.4 ที่ประชุมใหญ่มีมติให้ออกจากตำแหน่งโดยคะแนนเสียง 2 ใน 3 ของสมาชิกสามัญที่มาประชุม
      6.5 ขาดการประชุมคณะกรรมการบริหาร 3 ครั้งติดต่อกัน โดยมิได้ลาการประชุม เว้นแต่ คณะกรรมการบริหารจะลงมติให้อยู่ในตำแหน่งต่อไปได้

ข้อ 7. กรรมการที่ประสงค์จะลาออกจากตำแหน่งกรรมการ ให้ยื่นลาออกเป็นลายลักษณ์อักษรต่อนายกสมาคม และให้พ้นจากตำแหน่ง เมื่อมีมติให้ออก

ข้อ 8. อำนาจ และหน้าที่ของคณะกรรมการ
      8.1 มีอำนาจ ออกระเบียบปฏิบัติต่าง ๆ เพื่อให้สมาชิกได้ปฏิบัติ โดยระเบียบปฏิบัตินั้นจะต้องไม่ขัดกับข้อบังคับฉบับนี้
      8.2 มีอำนาจ แต่งตั้ง และถอดถอนเจ้าหน้าที่ของสมาคม ฯ
      8.3มีอำนาจแต่งตั้งกรรมการที่ปรึกษา หรืออนุกรรมการได้ แต่กรรมการที่ปรึกษาหรืออนุกรรมการจะสามารถอยู่ในตำแหน่งได้ไม่เกินวาระที่เหลือของคณะกรรมการที่แต่งตั้ง
      8.4 มีอำนาจเรียกประชุมใหญ่สามัญประจำปี และประชุมใหญ่วิสามัญ
      8.5 มีอำนาจแต่งตั้งกรรมการในตำแหน่งอื่น ๆ ที่ยังมิได้กำหนดไว้ในข้อบังคับนี้
      8.6มีอำนาจบริหารกิจการของสมาคม ฯ เพื่อให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ตลอดจนมีอำนาจอื่น ๆ ตามข้อบังคับที่ได้กำหนดไว้
      8.7มีหน้าที่รับผิดชอบในกิจการทั้งหมด รวมทั้งการเงินและทรัพย์สินของสมาคม ฯ
      8.8 มีหน้าที่จัดให้มีการประชุมใหญ่วิสามัญตามที่สมาชิกสามัญ จำนวน 1 ใน 5 ของสมาชิก ทั้งหมด หรือสมาชิกสามัญจำนวนไม่น้อยกว่า 100 คน ได้เข้าชื่อร้องขอให้จัดการประชุมใหญ่วิสามัญขึ้น ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือร้องขอ
      8.9 มีหน้าที่จัดทำเอกสาร หลักฐานต่าง ๆ ทั้งที่เกี่ยวกับการเงิน ทรัพย์สินและการดำเนินกิจการต่าง ๆ ของสมาคม ฯ ให้ถูกต้องตามหลักวิชาการ และสามารถจะให้สมาชิกตรวจดูได้เมื่อสมาชิกร้องขอ
      8.10 จัดทำบันทึกต่าง ๆ ของสมาคม ฯ เพื่อเก็บไว้เป็นหลักฐาน และจัดส่งให้สมาชิกได้รับทราบด้วย
      8.11 มีหน้าที่อื่นๆ ตามที่ข้อบังคับกำหนดไว้

ข้อ 9. คณะกรรมการจะต้องประชุมกันไม่น้อยกว่า 2 เดือนต่อครั้ง ทั้งนี้เพื่อปรึกษาหารือเกี่ยวกับ การบริหารกิจการของสมาคม ฯ

ข้อ10. การประชุมคณะกรรมการ จะต้องมีกรรมการเข้าร่วมประชุม ไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 ของ กรรมการทั้งหมด จึงจะถือว่าครบองค์ประชุม มติของที่ประชุมคณะกรรมการถ้าข้อบังคับมิ
ได้กำหนดไว้เป็นอย่างอื่น ก็ให้ถือคะแนนเสียงข้างมากเป็นเกณฑ์ แต่ถ้าคะแนนเสียงเท่ากันก็ ให้ประธานในที่ประชุมเป็นผู้ชี้ขาด

ข้อ11.ในการประชุมคณะกรรมการ ให้นายกสมาคมเป็นประธานในที่ประชุม ในกรณีที่นายก สมาคมไม่อยู่ในที่ประชุม หรือไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้อุปนายกตามลำดับเป็น
ประธานในที่ประชุม ถ้าอุปนายกไม่อยู่ในที่ประชุมหรือไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้กรรมการซึ่งมาประชุมเลือกกรรมการคนหนึ่ง เป็นประธานในการประชุม

 

หมวดที่ 4 การประชุม

ข้อ 1. การประชุมใหญ่ของสมาคม ฯ มี 2 ชนิด คือ
การประชุมใหญ่สามัญ
การประชุมใหญ่วิสามัญ

ข้อ 2. คณะกรรมการจะต้องจัดให้มีการประชุมใหญ่สามัญประจำปี ปีละ 1 ครั้ง ภายในเดือนมีนาคม ของทุกปี

ข้อ 3. การประชุมใหญ่วิสามัญ อาจจะมีขึ้นได้ก็โดยเหตุที่คณะกรรมการเห็นควรจัดให้มีขึ้น หรือเกิดขึ้นด้วยการเข้าชื่อร่วมกันของสมาชิกไม่น้อยกว่า 100 คน หรือ 1 ใน 5 ของสมาชิกทำหนังสือร้องขอต่อคณะกรรมการให้จัดให้มีขึ้น โดยต้องระบุวัตถุประสงค์ที่ขอให้เรียกประชุมด้วย และในกรณีที่สมาชิกสามัญเป็นผู้ร้องขอ ให้เรียกประชุมวิสามัญภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือร้องขอแล้ว

ข้อ 4. การแจ้งกำหนดนัดประชุมใหญ่ ให้เลขาธิการเป็นผู้แจ้งกำหนดนัดประชุมใหญ่ให้สมาชิกได้ทราบ และการแจ้งจะต้องแจ้งเป็นลายลักษณ์อักษร โดยระบุ วัน เวลา และสถานที่ให้ชัดเจนโดยจะต้องแจ้งให้สมาชิกทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 7 วัน และประกาศแจ้งกำหนด นัดประชุมไว้ ณ สำนักงานของสมาคม ฯ เป็นเวลาไม่น้อยกว่า 7 วัน ก่อนถึงกำหนดการประชุมใหญ่

ข้อ 5. การประชุมใหญ่สามัญประจำปี จะต้องมีวาระการประชุม อย่างน้อยดังต่อไปนี้
      5.1  แถลงกิจการที่ผ่านมาในรอบปี
      5.2   แถลงกิจการที่ผ่านมาในรอบปี
          - เลือกตั้งนายกสมาคม เมื่อครบกำหนดวาระ
          - เลือกตั้งผู้สอบบัญชี
          - เรื่องอื่นๆ ถ้ามี

ข้อ 6. ในการประชุมใหญ่สามัญประจำปี หรือการประชุมใหญ่วิสามัญ จะต้องมีสมาชิกเข้าร่วมประชุมไม่น้อยกว่า 50 คน จึงจะถือว่าครบองค์ประชุม แต่ถ้าเมื่อถึงกำหนดเวลาประชุมยังมีสมาชิกสามัญเข้าร่วมประชุมไม่ครบองค์ประชุม ให้คณะกรรมการของสมาคม ฯ เรียกประชุมใหญ่อีกครั้งหนึ่งโดยจัดให้มีการประชุมขึ้นภายใน 14 วัน นับแต่วันที่นัดประชุมครั้งแรกสำหรับการประชุมในครั้งหลังนี้ ถ้าสมาชิกสามัญเข้าร่วมประชุม เป็นจำนวนเท่าใดให้ถือว่าครบองค์ประชุม ยกเว้น ถ้าเป็นการประชุมใหญ่วิสามัญที่เกิดจากการร้องขอของสมาชิกก็ไม่ต้องจัดประชุมใหม่ ให้ถือว่าการประชุมเป็นอันยกเลิก
อนึ่ง ในการประชุมใหญ่ทุกคราว ถ้าสมาชิกไม่สามารถเข้าร่วมประชุมได้ สมาชิกจะมอบฉันทะให้บุคคลอื่นเข้าร่วมประชุมแทน หรือออกเสียงลงคะแนนไม่ได้

ข้อ 7. การลงมติต่างๆ ในที่ประชุมใหญ่ ถ้าข้อบังคับมิได้กำหนดไว้เป็นอย่างอื่น ก็ให้ถือคะแนนเสียงข้างมาก เป็นเกณฑ์ แต่ถ้าคะแนนเสียงที่ลงมติมีคะแนนเสียงเท่ากันก็ให้ประธานในการประชุมเป็นผู้ชี้ขาด ยกเว้น การลงคะแนนเสียงเลือกตั้งนายกสมาคม ให้ลงคะแนนเสียง จังหวัดละ 1 คะแนนเสียง ในกรณีที่ผู้ลงรับสมัครเลือกตั้งนายกสมาคม ได้นับคะแนนเสียงเท่ากัน ให้ทำการเลือกตั้งใหม่เฉพาะผู้ลงสมัครที่ได้รับคะแนนเสียงเท่ากันเท่านั้น

ข้อ 8. ในการประชุมใหญ่ของสมาคม ฯ ถ้านายกสมาคม และอุปนายกสมาคมไม่มาร่วมประชุม หรือไม่สามารปฏิบัติหน้าที่ได้ ก็ให้ที่ประชุมใหญ่ทำการเลือกตั้งกรรมการที่มาร่วมประชุมคนใดคนหนึ่งทำหน้าที่เป็นประธานในการประชุมคราวนั้น

 

หมวดที่ 5 การเงินและทรัพย์สิน

ข้อ 1. การเงิน และทรัพย์สินทั้งหมดให้อยู่ในความรับผิดชอบของคณะกรรมการ เงินสดของสมาคม ฯ ถ้ามีให้ฝากไว้ในธนาคารพาณิชย์

ข้อ 2. การลงนามในตั๋วเงิน และเช็คขอสมาคม ฯ จะต้องมีลายมือชื่อของนายกสมาคม หรือ อุปนายกสมาคม (ได้รับมอบหมายจากนายกสมาคม) ลงนามร่วมกับเหรัญญิก หรือเลขาธิการพร้อมประทับตราของสมาคม ฯ จึงจะถือว่าสมบูรณ์

ข้อ 3. ให้นายกสมาคมมีอำนาจสั่งจ่ายเงินของสมาคม ฯ ได้ครั้งละไม่เกิน 20,000 บาท (สองหมื่นบาทถ้วน) ถ้าเกินกว่านั้น จะต้องได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการ และคณะกรรมการจะอนุมัติจ่ายเงินได้ครั้งละไม่เกิน 200,000 บาท (สองแสนบาทถ้วน) ถ้าจำเป็นต้องจ่ายเกินกว่านี้ต้องได้รับอนุมัติจากที่ประชุมใหญ่ของสมาคม ฯ

ข้อ 4. ให้เหรัญญิกมีอำนาจเก็บรักษาเงินสดของสมาคม ฯ ได้ไม่เกิน 20,000 บาท (สองหมื่นบาทถ้วน) ถ้าเกินกว่าจำนวนนี้ จะต้องนำฝากในธนาคารในบัญชีของสมาคม ฯ ทันทีที่โอกาสอำนวยให้

ข้อ 5. เหรัญญิกจะต้องทำบัญชีรายรับ รายจ่าย และบัญชีงบดุลให้ถูกต้องตามหลักวิชาการ ในการรับหรือจ่ายทุกครั้ง จะต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือลงรายมือชื่อของนายกสมาคม หรือผู้ทำการแทน ร่วมกับเหรัญญิกหรือผู้ทำการแทน พร้อมกับประทับตราของสมาคม ฯ ทุกครั้ง

ข้อ 6. การทำนิติกรรมใดๆ ในนามสมาคม ฯ ต้องผ่านการเห็นชอบของคณะกรรมการบริหารสมาคม ฯ

ข้อ 7. เหรัญญิก หรือผู้ได้รับมอบหมายมีหน้าที่เสนอรายงานแสดงฐานะการเงินในการประชุมต่อคณะกรรมการ สมาคม ฯ ทุกครั้ง

ข้อ 8. ผู้สอบบัญชี จะต้องมิใช่กรรมการ หรือเจ้าหน้าของสมาคม ฯ และจะต้องเป็นผู้สอบบัญชีทีได้รับอนุญาต

ข้อ 9. ผู้สอบบัญชีมีอำนาจหน้าที่จะเรียกเอกสารเกี่ยวกับการเงิน และทรัพย์สินจากคณะกรรมการ หรือเจ้าหน้าที่ของสมาคม ฯ เพื่อสอบถามเกี่ยวกับบัญชี และทรัพย์สินของสมาคม ฯ ได้

ข้อ 10. คณะกรรมการจะต้องให้ความร่วมมือกับผู้สอบบัญชี เมื่อได้รับการร้องขอ

 

หมวดที่ 6 การเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อบังคับ และการเลิกสมาคมฯ

ข้อ 1. ข้อบังคับของสมาคมฯ จะเปลี่ยนแปลงแก้ไขได้โดยมติของที่ประชุมใหญ่เท่านั้น และองค์ประชุมใหญ่จะต้องมีสมาชิกสามัญเข้าร่วมประชุมไม่น้อยกว่า 50 คนของสมาชิกสามัญ ทั้งหมด มติของที่ประชุมใหญ่ในการให้เปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อบังคับ จะต้องมีคะแนนเสียงไม่น้อยกว่า 2 ใน 3 ของสมาชิกสามัญที่เข้าร่วมประชุมทั้งหมด

ข้อ 2. การเลิกสมาคม ฯ จะเลิกได้ก็โดยมติของที่ประชุมใหญ่ของสมาคม ฯ ยกเว้นเป็นการเลิกเพราะเหตุของ กฎหมาย มติของที่ประชุมใหญ่ที่ให้เลิกสมาคม ฯ จะต้องมีคะแนนเสียงไม่น้อยกว่า 3 ใน 4 ของสมาชิกสามัญทั้งหมด

ข้อ 3. เมื่อสมาคม ฯ ต้องเลิกไม่ว่าด้วยเหตุใดๆ ก็ตาม ทรัพย์สินของสมาคม ฯ ที่เหลืออยู่หลังจาก ได้ชำระบัญชีเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ให้ตกเป็นของกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กระทรวง อุตสาหกรรม


26 พฤษภาคม 2554